โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนขึ้นอีก

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนขึ้นอีก

Weekly News

  ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร ในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้ ศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที” “อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

Read more
หลุดสเปคเต็ม Oppo F9

หลุดสเปคเต็ม Oppo F9

Weekly News

หลังจากที่ได้มีภาพตัวเครื่องหลุดออกมา ล่าสุดได้มีการเปิดเผยสเปคเต็มของ Oppo F9 ที่จะเปิดตัวในเร็ววันนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง แต่ Oppo F9 ก็มีสเปคที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ดังนี้ หน้าจอ IPS ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2280 พิกเซล, ความสว่างสูงสุด 450 Nit ชิปเซ็ต Mediatek Helio P60 แรม 4/6 GB ความจุ 64 GB กล้องหลังคู่ 16+2 ล้านพิกเซล, f/1.85 กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล, f/2.0 ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย ColorOS 5.2 แบตเตอรี่ 3,500 mAh, รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC : ชาร์จ

Read more
อุกกาบาตช่วยไขปริศนาเรื่องกำเนิดชีวิตได้

อุกกาบาตช่วยไขปริศนาเรื่องกำเนิดชีวิตได้

Weekly News

อุกกาบาตชนิดหายากที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเมื่อ 154 ปีก่อน กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยไขความลับเรื่องกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก และชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวนอกระบบสุริยะด้วย ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้พบอุกกาบาตชนิด Carbonaceous chondrite ที่มีอายุเก่าแก่เท่ากับระบบสุริยะ หรือราว 4.5 พันล้านปี ซึ่งอุกกาบาตนี้ตกลงมาที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน การที่อุกกาบาตดังกล่าวก่อตัวขึ้นพร้อมกับจุดเริ่มต้นของระบบสุริยะ ทั้งยังมีองค์ประกอบเป็นสารอินทรีย์สำคัญที่ให้กำเนิดชีวิตรวมอยู่ด้วย เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน คาร์บอน และกำมะถัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่าองค์ประกอบที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบสุริยะเอง โดยไม่ได้ล่องลอยมาจากกลุ่มดาวหรือดาราจักรอื่น ๆ   ดร. โรแมง ทาร์เทส หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า การศึกษาไอโซโทปของออกซิเจนและสารอินทรีย์อื่น ๆ ที่พบในอุกกาบาตดังกล่าว ทำให้พบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับชนิดของสารอินทรีย์ที่มีในดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะด้วย “หากสารอินทรีย์สามารถก่อตัวขึ้นได้ในกระบวนการให้กำเนิดระบบสุริยะ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีองค์ประกอบของชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างการก่อตัวระยะเริ่มแรกของระบบสุริยะอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากของเราด้วย” ดร. ทาร์เทสกล่าว สำหรับอุกกาบาตที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดราว 15 เซนติเมตร ตกลงมาที่เมือง Orgueil ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเมื่อปี 1864 ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฝรั่งเศสว่าด้วยประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงปารีส และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้จนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ที่มา – https://www.bbc.com/thai/international-45097387

Read more
พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้

พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้

Weekly News

        ผลการศึกษาทางทฤษฎีของทีมนักฟิสิกส์นานาชาติชี้ว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza )หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ประเทศอียิปต์ สามารถรวมศูนย์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นที่บริเวณใต้ส่วนฐานและห้องหับต่าง ๆ ภายในได้ รายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physics ระบุว่า ทีมนักฟิสิกส์นานาชาติได้คำนวณและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งนี้จะตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นแสงอาทิตย์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ และสัญญาณ WiFi อย่างไร ดร. แอนเดรย์ เยฟลูคิน จากมหาวิทยาลัย ITMO ของรัสเซีย หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “เราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีช่องว่างภายในพีระมิดที่ยังค้นหาไม่พบ และตัวพีระมิดมีคุณสมบัติแบบหินปูนกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก จากนั้นจึงมาคำนวณว่ารูปทรงพีระมิดจะทำให้เกิดการกระจายหรือดูดซับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร รวมทั้งมีการสั่นพ้อง (Resonance) ของคลื่นเกิดขึ้นหรือไม่” ผลจากการทดสอบทางทฤษฎีพบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลายด้าน การใช้รูปทรงพีระมิดเข้ามาปรับปรุงการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นับว่ามีความเป็นไปได้สูง เช่นการก่อสร้างอาคารให้มีส่วนยอดแหลมขึ้น ก็อาจทำให้จุดอับของสัญญาณ WiFi ภายในห้องต่าง ๆ ลดลงได้ แม้บางคนอาจจินตนาการไปว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดเพื่อให้คลื่นสัญญาณการติดต่อระหว่างผู้ตายกับโลกหน้าเป็นไปโดยสะดวก

Read more
อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ

อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ

Weekly News

ห้วงอวกาศที่หนาวเย็นและดำมืดอาจจะดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและตุรกีพบว่า พื้นที่ว่างระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีฝุ่นละอองของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติแบบไขมันล่องลอยอยู่เต็มไปหมด ศ. ทิม ชมิดต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบโมเลกุลของสารอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic hydrocarbon ) ที่ล่องลอยในอวกาศ ในปริมาณมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยมีถึง 1 หมื่นล้านล้านล้านล้านล้านตันในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือเทียบเท่ากับปริมาณไขมันในเนยจำนวน 40 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านก้อน (เลข 4 ตามด้วยเลขศูนย์ 37 ตัว) “ในอนาคต ยานสำรวจที่เดินทางไปในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อาจจะถูกอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมันเหล่านี้จับตามช่องหน้าต่างจนสะสมเป็นคราบเหนียวได้” ศ. ชมิดต์ กล่าว มีการตีพิมพ์ผลการค้นพบนี้ในวารสารรายเดือนของราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน (MNRAS) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่า อนุภาคฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดวงดาวนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทั้งเถ้าเขม่า ซิลิกา และอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมัน โดยลมสุริยะคอยพัดให้ส่วนที่คล้ายไขมันล่องลอยไปมาอยู่ในระบบสุริยะของเรา มีสัดส่วนของอนุภาคคาร์บอนที่เหมือนไขมันนี้อยู่เป็นจำนวน 100 อะตอม ต่อไฮโดรเจนทุก 1 ล้านอะตอมในกาแล็กซีทางช้างเผือก คิดเป็นปริมาณราว 25-50% ของคาร์บอนทั้งหมดในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่ ผลการค้นพบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ใกล้จะคำนวณปริมาณคาร์บอนทั้งหมดในห้วงอวกาศได้ โดยถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจวัฏจักรของคาร์บอนในระดับจักรวาล ซึ่งมีผลต่อกระบวนการก่อตัวของดวงดาวและกำเนิดสิ่งมีชีวิต “ไขมันจากอนุภาคคาร์บอนชนิดนี้ ไม่ใช่แบบเดียวกับเนยที่เราเอามาทาขนมปังรับประทาน

Read more
ทฤษฎีความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์เป็นจริงแม้กับดาวนิวตรอน

ทฤษฎีความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์เป็นจริงแม้กับดาวนิวตรอน

Weekly News

  หลักความสมมูล (Equivalence principle ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสนอไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง โดยนักดาราศาสตร์ใช้การโคจรของระบบดาว 3 ดวง ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 4,200 ปีแสง เป็นสนามทดสอบในครั้งนี้ ระบบดาวดังกล่าวมีชื่อว่า PSR J0337+1715 ประกอบด้วยคู่ของดาวนิวตรอนและดาวแคระขาวโคจรวนรอบกันและกันอยู่ในระยะประชิด โดยมีดาวแคระขาวอีกดวงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปโคจรวนรอบดาวคู่ดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง ทีมนักดาราศาสตร์อเมริกันใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) ที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียติดตามการเคลื่อนที่ของระบบดาวดังกล่าว และพบว่าข้อมูลที่ได้เป็นไปตามหลักความสมมูลของไอน์สไตน์ ซึ่งระบุว่าวัตถุที่อยู่ในสนามความโน้มถ่วงเดียวกัน จะตกอย่างอิสระด้วยอัตราเร่งเท่ากัน ไม่ว่าจะมีมวลเท่าใดก็ตาม หลักการนี้เคยมีการทดสอบมาแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โดยกาลิเลโอปล่อยวัตถุที่มีน้ำหนักต่างกันจากบนหอเอนเมืองปิซา และพบว่าวัตถุทั้งสองตกถึงพื้นพร้อมกัน ต่อมาในปี 1971 นายเดวิด สกอตต์ นักบินอวกาศประจำยานอะพอลโล 15 ใช้ค้อนและขนนกเป็นเครื่องมือทดสอบการตกอิสระในภาวะสุญญากาศบนดวงจันทร์ และพบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การทดสอบหลักความสมมูลแบบเข้ม (Strong equivalence principle )กับวัตถุอวกาศที่มีมวลต่างกันสุดขั้วเช่นดาวนิวตรอนที่มีมวลมหาศาลและดาวแคระขาวในครั้งนี้ นับว่าเพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรก รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวแคระขาวที่โคจรอยู่รอบนอก ไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของคู่ดาวนิวตรอน –

Read more
“ROG Phone” มือถือเพื่อเกมเมอร์ มีตัวช่วยระบายความร้อน

“ROG Phone” มือถือเพื่อเกมเมอร์ มีตัวช่วยระบายความร้อน

Weekly News

ASUS เปิดตัว!! ROG Phone Game Changer มือถือที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะ ดีไซน์ล้ำสมัย จับถนัดมือเพราะเน้นการใช้งานตัวเครื่องแบบแนวนอน และเป็น Gaming Phone รุ่นแรกของ ASUS ด้านประสิทธิภาพ // สเปกเครื่อง ประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 2.96GHz ด้วย Qualcomm Snapdragon 845 ทำงานร่วมกับ Qualcomm Adreno 630 Ram 8 GB // Rom 512 Mb สามารถประมวลผลกราฟิกได้สูงและเร็วขึ้น 30% Cat 16 LTE 1Gbps downloads. 802.11ad Wi-Fi Speeds. มีช่องต่อ port USB Type-C ยังคงไว้ซึ่งช่องหูฟัง 3.5 mm. และมีโลโก้ ROG ที่สามารถควบคุมสีได้ 6 สี ด้านหน้าจอ หน้าจอ AMOLED

Read more
ซีพียูของ Apple ประสิทธิภาพล้ำหน้าคู่แข่งในตลาดอยู่ 2 ปี

ซีพียูของ Apple ประสิทธิภาพล้ำหน้าคู่แข่งในตลาดอยู่ 2 ปี

Weekly News

สำนักข่าว AnandTech ได้เปิดเผยผลการทดสอบ Geekbench ล่าสุดของชิปประมวลผลสมาร์ทโฟนในท้องตลาด ซึ่งปรากฏว่า Apple A11 และ A10 ยังทำคะแนนได้มากที่สุดในสองอันดับแรก ตามมาด้วยชิปตัวใหม่ของทาง ARM อย่าง Cortex-A76 ซึ่งทำคะแนนได้เหนือกว่า Exynos 9810 ของ Samsung และ Snapdragon 845 ที่ปัจจุบันใช้ในเรือธงฝั่งแอนดรอยด์หลายรุ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินจากผลการทดสอบดังกล่าว ก็ทำให้มีการสรุปออกมาว่า ชิปเซ็ตของ Apple ยังคงมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งในตลาดอยู่ประมาณ 2 ปี เนื่องจากกว่าที่สมาร์ทโฟนซึ่งหันมาใช้ชิป Cortex-76 นั้นจะวางจำหน่ายในตลาด ทาง Apple เองก็จะปล่อยชิปใหม่ A12 ออกมาแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ Apple มีจุดได้เปรียบใหญ่ตรงที่พวกเขามีต้นทุนการผลิตชิปที่ถูกกว่าเจ้าอื่น ๆ ไม่เพียงตัวเลขราคาการผลิต แต่ยังรวมถึงการที่ Apple ออกแบบชิปเพื่อการใช้งานกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของตัวเองเท่านั้น ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถนำเงินไปลงทุนกับวัตถุดิบที่เพิ่มประสิทธิภาพชิปได้มากกว่า โดยอย่างที่ทราบกันว่าชิป A11 นั้นมีประสิทธิภาพความแรงแซงหน้า Intel Core i5-7360U ใน

Read more
โลมามีความสุขในอะควาเรียมกว่าอยู่ตามธรรมชาติจริงหรือ?

โลมามีความสุขในอะควาเรียมกว่าอยู่ตามธรรมชาติจริงหรือ?

Weekly News

  นักวิทยาศาสตร์ศึกษาชีวิตโลมาในสถานแสดงสัตว์น้ำที่ฝรั่งเศสตรวจวัด “ระดับความสุข” ของโลมาว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อต้องถูกเลี้ยงอยู่ในที่กักขัง ผลวิจัยพบว่า สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมมักรอคอยที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ที่พวกมันคุ้นเคย งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายศึกษาสัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ผ่าน “มุมมองของโลมา” เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยสวัสดิภาพของโลมาในสถานเลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี เผยแพร่ในวารสารเชิงวิชาการ วิทยาศาสตร์พฤติกรรมสัตว์ประยุกต์ (Applied Animal Behaviour Science) โดยทีมนักวิจัยทำการประเมินว่ากิจกรรมแบบใดคือสิ่งที่โลมามีพฤติกรรมตอบสนองมากที่สุด ดร. อิซซาเบลลา เคล็กก์ หัวหน้าคณะวิจัย ซึ่งทำงานกับสถานแสดงโลมาที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส กล่าวว่า การวิจัยนี้พยายามถอดรหัสพฤติกรรมของโลมา โดยเฉพาะลักษณะท่าทางทางกายภาพที่จะบ่งชี้ถึงความรู้สึกของสัตว์ “เราต้องการค้นหาว่ากิจกรรมแบบใดในภาวะถูกกักขังที่โลมาชอบมากที่สุด” ดร. เคล็กก์ บอกกับบีบีซี กิจกรรมสามแบบที่นักวิจัยทดลองกับโลมา ได้แก่ การให้ครูฝึกโลมาหยอกล้อ การโยนของเล่นลงไปในสระ และท้ายสุดการปล่อยให้โลมาได้ว่ายน้ำอย่างอิสระ “เราพบผลการทดลองที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า โลมาทุกตัวตั้งตารอที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ที่พวกมันคุ้นเคย” พฤติกรรมที่บอกว่าโลมาจดจ่ออยากคลุกคลีกับมนุษย์ คือการว่ายน้ำวนเวียนอยู่ในระดับผิวน้ำและมองไปยังบริเวณที่ครูฝึกมักจะเข้ามาสื่อสารและสัมผัส นอกจากนี้โลมายังใช้เวลาอยู่ที่บริเวณขอบสระนานกว่าปกติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้กับสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์และฟาร์มเช่นกัน “ยิ่งสัตว์และคนผูกพันกันมากขึ้นเท่าไหร่ ก็เหมือนสัตว์ถูกเอาใจใส่เลี้ยงดูมากขึ้นเท่านั้น” สัตว์ควรถูกนำมาเลี้ยงไว้ในสถานที่เฉพาะนั้นถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลฝรั่งเศสได้คว่ำกฎหมายที่ห้ามการเพาะเลี้ยงโลมาในสถานแสดงและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ผู้ประกอบการสถานแสดงโลมาแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส บอกกับบีบีซีว่า การปล่อยให้โลมาได้ผสมพันธุ์และเลี้ยงดูลูกของมันเอง เป็นวิธีที่จะทำให้สัตว์ที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์มีความสุข แม้ว่าจะแตกต่างจากโลมาที่อยู่ตามธรรมชาติก็ตาม โลมาตามธรรมชาติก็จะรู้สึกมีความสุขกว่าเมื่อได้อยู่ในทะเล

Read more
คาดดาวพลูโตเกิดจากดาวหางนับพันล้านดวงรวมตัวกัน

คาดดาวพลูโตเกิดจากดาวหางนับพันล้านดวงรวมตัวกัน

Weekly News

       แม้ปัจจุบันวงการดาราศาสตร์ไม่นับว่าดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แต่ก็ยังคงมีปริศนาเกี่ยวกับกำเนิดที่ลึกลับของดาวเคราะห์แคระดวงนี้อยู่ ซึ่งล่าสุดพบความเป็นไปได้ว่าดาวพลูโตอาจเกิดจากดาวหางจำนวนมหาศาลกว่า 1 พันล้านดวงซึ่งชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิจัยตะวันตกเฉียงใต้ (SwRI) ในรัฐเทกซัสของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Icarus ระบุว่า ผลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของดาวพลูโต ซึ่งได้จากยานสำรวจนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) มีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งกับองค์ประกอบของดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko ซึ่งยานสำรวจอวกาศโรเซตตา (Rosetta) ได้ตรวจสอบมา ดร. คริสโตเฟอร์ เกลน นักวิจัยผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่า “การที่ดาวพลูโตและดาวหางดังกล่าวมีองค์ประกอบเป็นไนโตรเจนสูงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ โดยนอกจากดาวพลูโตจะมีไนโตรเจนในบรรยากาศสูงถึง 98% แล้ว ยังมีธารไนโตรเจนแข็งที่เคลื่อนตัวได้เหมือนธารน้ำแข็งบนโลกอีกด้วย” ผลการคำนวณปริมาณไนโตรเจนของดาวพลูโตทั้งหมด พบว่าเทียบเท่ากับปริมาณไนโตรเจนจากดาวหางในแถบไคเปอร์ (Kuiper belt) ราว 1 พันล้านดวง ซึ่งดาวหางประเภทนี้รวมถึงดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko ที่ใช้เปรียบเทียบในการศึกษาครั้งนี้ด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า ดาวพลูโตมีกำเนิดมาจากการสะสมมวลสารปริมาณมากที่ได้จากดาวหางซึ่งชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน “แนวคิดนี้อาจทำให้เราเรียกดาวพลูโตได้ว่าเป็น “ดาวหางยักษ์” ดวงหนึ่ง ทั้งยังช่วยอธิบายได้ว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จำนวนมากที่ควรจะพบบนดาวพลูโตนั้นหายไปไหนเสียหมด โดยแนวคิดดาวหางยักษ์ของเราชี้ว่า คาร์บอนมอนอกไซด์น่าจะถูกแช่แข็งอยู่ที่ใต้พื้นผิวของดาวก็เป็นได้” ดร. เกลนกล่าว  

Read more

E-Newsletter

Rate Us

Rate our Website !!

Links

SAVIO ESPRESSO SAVIO ESPRESSO สมาชิก S.D. Webteam sd-system sd-system

CONTACT US

โรงเรียนเซนต์ดอมินิก
1526 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
[email protected]
Tel. 02-6527478-79, Fax 02-652-7777
Saint Dominic School